ปรับพฤติกรรมเพียงนิด พิชิต Office Syndrome


Highlights :

  • กว่า 50% ของพนักงานออฟฟิศ มีอาการออฟฟิศซินโดรม ส่วนใหญ่มาจากการนั่งไม่ถูกท่า มักมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้องรังที่ คอ บ่า ไหล่
  • กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมมีหลากหลาย เช่น ปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า หลังอักเสบ พังผืดทับเส้น ปวดข้อมือ ข้อศอก นิ้วล็อก และกระดูกคอและหลังทับเส้น
  • คนที่ไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็มีโอกาสเป็นออฟฟิศซินโดรมได้หากจัดระเบียบร่างกายไม่ถูกต้อง หรืออยู่ในท่าเดิมนานๆ
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานสามารถแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรมได้ในระยะยาว และทำได้ง่ายกว่าการรักษาเมื่อเกิดอาการเรื้อรัง

ถ้าถามว่าใครเคยปวดคอ บ่า หลังกันบ้าง หนุ่มสาวออฟฟิศคงยกมือกันให้พรึ่บ เพราะอาการเหล่านี้เป็นเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนวัยทำงานไปแล้ว จะเห็นได้ว่าเพื่อน ๆ ที่ทำงานเราบ่นกันบ่อย ๆ ว่า “วันนี้ปวดหลังมาก ต้องไปนวดหน่อยแล้วล่ะ” หรือบางทีตัวเราก็มีอาการปวดตึงที่คอและบ่าบ้างเหมือนกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วอาการปวดเหล่านี้คือกลุ่มของอาการที่มีชื่อเรียกคุ้นหูว่า “ออฟฟิศซินโดรม” (Office Syndrome) นั่นเอง

ที่เรียกว่าออฟฟิศซินโดรม เป็นเพราะมักจะพบกลุ่มอาการนี้ในคนที่ทำงานออฟฟิศ แต่จริง ๆ แล้วคนที่ไม่ต้องตอกบัตรเข้างานก็มีโอกาสเป็นได้ หากชีวิตประจำวันต้องทำอะไรอยู่กับที่ หรืออยู่ในท่าเดิมนาน ๆ แม้จะทำงานอยู่ที่บ้าน หรือนั่งเล่นเกมในเกมคาเฟ่ ก็มีสิทธิ์เกิดอาการเหล่านี้ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ แพทย์หญิง รมณัฏฐ์ โรจนสุทธิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลหัวเฉียว ให้ข้อมูลว่า ตามสถิติแล้วคนที่ทำงานประจำในออฟฟิศมีอาการออฟฟิศซินโดรมถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในกลุ่มคนเหล่านี้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์พบว่ามีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้อรังที่คอ บ่า และหลัง โดยมีปัจจัยเสี่ยงมาจากการจัดระเบียบร่างกายไม่ถูกต้อง ทำให้คอและหลังอยู่ในท่าที่ผิดเป็นเวลานาน ๆ และอาจจะมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด การเป็นโรคโลหิตจาง เป็นโรคไทรอยด์สูงหรือต่ำ ซึ่งทำให้มีโอกาสเกิดอาการเหล่านี้ได้มากกว่าคนทั่วไป

หากว่ากันตามจริงอาการออฟฟิศซินโดรมนั้นมีหลากหลายมาก เริ่มตั้งแต่เบา ๆ คือกล้ามเนื้อคอ บ่า หลังอักเสบ ไปจนพังผืดทับเส้น ปวดข้อมือ ข้อศอก นิ้วล็อก และที่หนักเลยคือกระดูกคอและหลังทับเส้น คนที่มีอาการปวดเมื่อย ตึง หรือร้าวกล้ามเนื้อและกระดูก ต้องสังเกตตัวเอง ถ้าเริ่มเป็นและยังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันไม่มาก ต้องรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

  • ขยับตัวยืดกล้ามเนื้อและปรับท่าทางให้ถูกต้อง : อย่างที่บอกว่าอาการปวดตึงตามจุดต่าง ๆ เกิดจากการที่ต้องทำอะไรอยู่กับที่ หรืออยู่ในท่าเดิมนาน ๆ ยิ่งหากเป็นท่าทางที่ผิดด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหากเริ่มรู้สึกเมื่อยหรือตึงอวัยวะส่วนใดก็ตาม ควรลุกขึ้นขยับร่างกายหรือยืดกล้ามเนื้อบ้าง ที่สำคัญคือลองศึกษาท่านั่งทำงานที่ถูกต้องแล้วนำมาปรับใช้ จะช่วยป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรมได้ในระยะยาว
  • ปรับอุปกรณ์ในออฟฟิศให้พอเหมาะพอดีกับสรีระ : สิ่งแวดล้อมรอบตัวก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรม หากต้องนั่งเก้าอี้ที่ไม่ดี การจัดวางคอมพิวเตอร์บนโต๊ะไม่เหมาะสม จนทำให้คอและหลังอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องก็ทำให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมได้ ฉะนั้นวิธีแก้คือ ต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านี้ให้ดีและเหมาะสม เก้าอี้ ไม่ควรเป็นแอ่งหรือยวบเกินไป ปรับองศาให้พอดีกับโต๊ะ ไม่รู้สึกว่าต้องยกตัวหรือโน้มตัวจนเกินไปเวลาทำงาน นั่งแล้วเท้าต้องวางบนพื้นได้พอดี หากเท้าไม่ถึงพื้นต้องมีที่รองเท้ามาช่วยเสริม ส่วน คอมพิวเตอร์ แบบโน้ตบุ๊กมักจะมีปัญหามากกว่าแบบตั้งโต๊ะ เพราะคีย์บอร์ดติดกับจอจึงต้องก้มตัวเวลาใช้งาน แก้ปัญหาได้ด้วยการเชื่อมต่อคีย์บอร์ดเพิ่มแยกออกมาจากเครื่องโน้ตบุ๊ก เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น
  • ออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ : ในออฟฟิศเดียวกันเราจะสังเกตเห็นว่า บางคนก็ปวดหลังบ่อยๆ ในขณะที่บางคนไม่เคยบ่นว่าปวดนั่นปวดนี่ให้ได้ยินเลย นั่นเป็นเพราะความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อรวมถึงร่างกายของแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะแข็งแรงและยืดหยุ่นกว่า โอกาสที่จะเป็นออฟฟิศซินโดรมจึงน้อยกว่า ดังนั้นหากไม่อยากเป็นก็ต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อและร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย
  • ลดน้ำหนัก ลดการบาดเจ็บ : น้ำหนักตัวมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากต่ออาการออฟฟิศซินโดรม โดยเฉพาะอาการปวดที่หลังกับเข่า หากน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานก็จะยิ่งส่งผลต่อหลังและเข่ามาก ทางที่ดีคือต้องควบคุมน้ำหนักเพื่อลดโอกาสของการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ส่วนใหญ่แล้วหากปรับเปลี่ยนทั้งตัวเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัวตามที่บอกมา อาการออฟฟิศซินโดรมก็จะไม่กลับมาอีก แต่หากปรับแล้วก็ยังคงไม่ดีขึ้น และเริ่มมีอาการปวด ตึง ร้าวเรื้อรัง แขนขาอ่อนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก การพบแพทย์คือทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา : โรงพยาบาลหัวเฉียว

พบบทความเพื่อสุขภาพเป็นประจำทุกเดือนได้ที่ : https://generali.co.th/wellness-content/