กระจกส่อง: ทบทวนตัวเองเพื่อก้าวผ่านจุดเปลี่ยนในชีวิต พร้อมปรับไลฟ์สไตล์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

บางครั้งชีวิตก็โหดร้ายกับเราอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่าเป็นปัญหาการเงิน ครอบครัว หรือสุขภาพ ที่เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่างอย่างฉับพลัน เราได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณ Giuseppe Remuzzi ผู้เชี่ยวชาญด้าน การปลูกถ่ายไตชาวอิตาลี เกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เลวร้าย และเหตุผลว่าทำไมการ “ยอมรับความจริงความพร้อมในการปรับตัว และการดูแลตัวเอง จึงเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นตัว หรือแม้กระทั่งช่วยให้คุณสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ “ตามปกติ

บางครั้งอาจมีเหตุการณ์บางอย่างที่เราไม่อยากจะให้เกิดขึ้นกับตัวเอง หรือเกิดกับคนที่เรารู้จัก เราอาจรู้สึกเห็นใจ แต่ก็ลึกๆ ก็อดโล่งใจไม่ได้ที่ไม่ได้เกิดกับตัวเราเอง แต่ในความเป็นจริง เราอาจต้องพบเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากในชีวิต ทั้งในเรื่องสุขภาพ การเงิน และครอบครัว ขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น เราอาจไม่ได้ตระหนักว่าตัวเองโชคดีแค่ไหน แต่เมื่อสถานการณ์เหล่านี้มาเยือน ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะผ่านมันไปได้ แต่ชีวิตหลังวิกฤต มักไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เวลาแห่งการทบทวน
เราได้พูดคุยกับ คุณ Giuseppe Remuzzi ผู้อำนวยการ Istituto di Ricerche Farmacologiche Mario Negri และผู้เชี่ยวชาญด้านไตวิทยาระดับแถวหน้าสัญชาติอิตาลี เกี่ยวกับการก้าวผ่านวิกฤตด้านสุขภาพ เส้นทางสู่การฟื้นตัว ความสำคัญของการ “ส่องกระจก” มองตัวเอง และยอมรับใบหน้าที่สะท้อนกลับมาหลังผ่านช่วงเวลาเลวร้าย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตและการปลูกถ่าย Dr Remuzzi ยกตัวอย่างผู้ป่วยที่เพิ่งทราบว่าตนเองไตวาย และต้องเลือกระหว่างการฟอกไตกับการปลูกถ่ายไต เขาอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า “ชีวิตของผู้ที่ต้องฟอกไตนั้นหนักหนาไม่น้อย” และกล่าวเสริมว่าการตัดสินใจ ปลูกถ่ายไตถือเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ผู้ป่วยต้องได้รับคำปรึกษาอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ พร้อมพิจารณาข้อดีข้อเสียต่างๆ เช่น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงปัญหาที่อาจตามมา เช่น ไม่ว่าจะเป็นการรอไตจากผู้บริจาคที่เข้ากันได้เป็นเวลานาน หรือความเสี่ยงที่ร่างกายอาจปฏิเสธอวัยวะใหม่ ดังนั้น การปลูกถ่ายไตจึงเต็มไปด้วยความหวัง แต่ก็แฝงด้วยความไม่แน่นอนเช่นกัน

การยอมรับ และการใช้ทรัพยากรที่มี
การเข้าใจสถานการณ์ของตัวเอง และการรูจักใช้ทรัพย์ยากรที่มีให้เกิดประโยชน์ คือกุญแจสำคัญที่ในการช่วยให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายในชีวิตและฟื้นฟูร่างกายได้ แม้ในความเป็นจริงจะไม่ง่ายอย่างที่พูด Dr Remuzzi กล่าวว่า ในกรณีการปลูกถ่าย ผู้รับอวัยวะจะต้องใช้ยาตลอดชีวิต สิ่งแรก ที่ควรทำคือการพิจารณาว่า หากมองในเชิงวิทยาศาสตร์ “สถานการณ์วิกฤต” คืออะไร

ในเอกสาร “Psychological Strategies for Overcoming the Life Crisis of the Individual in Postmodern Practical Psychology” ระบุว่า “โดยทั่วไปสถานการณ์วิกฤตแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท วิกฤตวัยกลางคนและปัญหาจากสถานการณ์ที่สร้างความกระทบกระเทือน ปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทเกิดขึ้นจากสภาวะภายในของบุคคล และประสบการณ์ในชีวิตวิกฤตวัยกลางคน หรือ age crisis ที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านจากช่วงอายุหนึ่งไปอีกช่วงอายุหนึ่ง ซึ่งปัญหาจากความกระทบกระเทือนเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความกระทบกระเทือนทางใดทางหนึ่ง” งานวิจัยระบุว่าคนส่วนใหญ่ “ก้าวพ้นจากสถานการณ์วิกฤตโดยอาศัยทรัพยากรที่มี” ซึ่งอธิบายผ่าน “ตัวแบบ BASIC Ph แบบหลายมิติ” ตัวแบบอ้างอิงนี้ประกอบไปด้วย องค์ประกอบที่สำคัญ 6 ด้านประการ เช่น ความเชื่อและค่านิยม การสื่อสาร (รวมทั้งความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาและการสื่อสารกับคนรักและคนรู้จัก) และกิจกรรมทางกายที่ช่วยให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์วิกฤต

ภาพแห่งความหวัง
ย้อนกลับมาที่กรณีเคสไตวาย Dr Remuzzi อธิบายว่า รางวัลของ “ชีวิตใหม่” หลังการปลูกถ่ายไตนั้นคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องแลกไป เขาเล่าว่า “หากคุณได้เห็นคนที่เพิ่งปลูกถ่ายไตได้ 6 ชั่วโมง มักพูดเหมือนกันว่า “รู้สึกได้เลยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงภายในตัวและรู้สึกดีขึ้นมาก” ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก และได้สัมผัสกับความสุขแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน” เขายังได้ยกตัวอย่างกรณีของ Kelly Perkins ซึ่งได้รับการกล่าวถึงใน The Lancet เมื่อตอนที่เธอปีนยอดเขา Matterhorn ในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี 2003 ภาพของเธอขณะไต่ขึ้นสู่ยอดเขาอาจดูเหมือนภาพนักปีนเขาทั่วไป แต่ไม่ใช่สำหรับ Perkins ที่ 8 ปีก่อนหน้านั้นเธอเพิ่งผ่านการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ ภาพของ Perkins คือ ตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ ทำให้ชีวิตของ คนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และนี่คือความมหัศจรรย์ของการแพทย์ยุคใหม่” แม้ว่าจะมีหลายกรณีที่การรักษาไม่ประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้ทั้งหมด แต่ภาพของ Perkins ก็เป็นแรงบันดาลใจและความหวังให้กับผู้คนจำนวนมาก

กระจกสะท้อน
หนึ่งในตัวชี้วัดของการก้าวผ่านวิกฤตในชีวิตหรือช่วงเวลากดดัน
คือ การมองเห็นตัวเองในอนาคต หลังการปลูกถ่ายอวัยวะ Dr Remuzzi กล่าวว่ายาบางตัว เช่น สเตียรอยด์ อาจส่งผลต่อรูปลักษณ์ภายนอก ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกตกใจหรือไม่คุ้นชินกับใบหน้าหรือร่างกายของตนเองเมื่อมองในกระจก“ผลกระทบต่อรูปลักษณ์มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำงานของอวัยวะใหม่ อย่างน้อยก็ในความเห็นของผม” “เวลาที่เราเห็นรูปลักษณ์ของใครเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เราก็อาจตั้งคำถามว่า ถ้าแบบนี้ปล่อยไว้เหมือนเดิม ไม่ต้องปลูกถ่ายอวัยวะจะดีกว่าหรือไม่” แน่นอนว่ามีอยู่หลายกรณีที่หลาย ๆ คนก็มีมุมมองเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตนเองที่เปลี่ยนไปหลังจากผ่านวิกฤตในชีวิต

จากผลการศึกษาหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงของรูปลักษณ์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ตึงเครียดร้ายแรง (Changes in Appearance in the presence of Major Stress Events)” ผู้เขียนระบุไว้ในบทนำว่า “สถานการณ์ตึงเครียดในชีวิตอาจส่งผลต่อรูปลักษณ์ภายนอก และเป็นตัวผลักดันให้ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงและดูแลรูปลักษณ์ของตนเอง” ในกรณีนี้ผู้เขียนกล่าวถึงสถานการณ์แบบกว้างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อย่าง การได้งานใหม่ การอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ดี หรือการดูแลสมาชิกครอบครัวที่ป่วยหนัก


พลังของความพร้อมในการปรับตัว
มนุษย์ไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่ แต่ทุกคนมีพลังพิเศษ นั่นคือความสามารถในการปรับตัว ซึ่งเป็นเหมือนคุณสมบัติในการเผชิญสถานการณ์ในชีวิต
ตามที่ระบุไว้โดย Supportive Care ผู้ให้บริการด้านสุขภาพเชิงพฤติกรรมในนิวเจอร์ซี่ “นี่คือการยอมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และการปรับเปลี่ยนความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป” หากถ้าจะพูด ให้เจาะจงยิ่งขึ้น “ความสามารถในการปรับตัวไม่ใช่คุณสมบัติที่บางคนมีและบางคนไม่มี แต่เป็นทักษะที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้” Supportive Care ระบุเช่นนี้ไว้ในเว็บไซต์ อ้างอิงกับ American Psychological Association ผู้เชี่ยวชาญเองก็ยอมรับว่านี่คือองค์ประกอบ ที่สำคัญที่สุดที่เป็นตัวกำหนดว่าเราจะสามารถเดินต่อไปได้หรือไม่ หลังสถานการณ์เลวร้ายใน ชีวิตหรือช่วงเวลาที่ตึงเครียด แต่หากความสามารถในการปรับตัวไม่ได้มีอยู่เดิม บุคคลจะพัฒนา ศักยภาพในการก้าวผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากได้อย่างไร

จากผลการวิจัยใน “Journal of Personality and Social Psychology” ที่อ้างอิงโดย Supportive Care “บุคคลที่ปรับตัวเก่ง มักจะมองโลกในแง่บวก ควบคุมอารมณ์ได้ดี และมองว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องชั่วคราว ไม่ใช่สิ่งที่ถาวรหรือจะลุกลามไปทุกด้านของชีวิต” ซึ่งหมายถึงการช่วยให้บุคคลที่กำลังก้าวผ่านวิกฤตการณ์ในชีวิตในทุกรูปแบบ ค้นพบศักยภาพของตนเอง คือสิ่งสำคัญเพื่อให้สามารถฟื้นฟูได้อย่างดี

แน่นอนว่าไม่มีสูตรสำเร็จในการจัดการสถานการณ์ทุกประเภทที่เราอาจต้องพบเจอในชีวิต แต่สำหรับคนที่สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ได้ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น ครอบครัว หรือเพื่อนที่พร้อมให้กำลังใจ ที่ทำให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถให้ความช่วยเหลือในปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมอาหารหรือการดูแลลูก รวมไปถึงความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอก เช่น จากแพทย์ นักบำบัด และที่ปรึกษาด้านการเงินเพื่อช่วยในการจัดการปัญหาต่างๆ เพื่อฟื้นฟูโดยอาศัยความเชี่ยวชาญ และกระบวนการที่เป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ให้อยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการยอมรับ เข้าใจว่าสิ่งเลวร้ายมาแล้วก็ผ่านไปและถือเป็นโอกาสในการเรียนรู้ และใช้ทรัพยากรที่มี (ซึ่งทุกคนอาจไม่ได้มีทั้งหมด เช่น เงินออม เงินฉุกเฉินและ เงินบริจาค)

ก้าวเล็ก ๆ ที่อาจยิ่งใหญ่กว่าการวิ่ง
ก่อนที่เราจะจัดการกับสถานการณ์วิกฤตในชีวิต สิ่งที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงไม่ให้มันเกิดขึ้นตั้งแต่แรก แน่นอนว่าเราไม่อาจเลือกได้ทุกครั้ง แต่ก็อย่างที่เขาว่ากันว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” ดังนั้น การดูแลการใช้ชีวิตให้ดีถือเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก หลักการง่าย ๆ ของ Dr Remuzzi ไม่ได้ซับซ้อนอะไร คือ “ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่ม แอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็ง ทานผักและผลไม้ โปรตีนและไฟเบอร์ เดินและเคลื่อนไหวให้มากเข้าไว้…” การเคลื่อนไหวถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ไม่ควร มองข้ามขณะฟื้นฟูตัวเองจากวิกฤตด้านสุขภาพ จากผลการวิจัยที่เผยแพร่โดย Sciencedirect “ผู้ป่วยด้านสุขภาพ ผู้ป่วยหลังผ่าตัด ผู้ป่วยทางจิตและผู้ป่วยวิกฤตพบว่า 88% ถึง 100% ชอบใช้เวลาส่วนใหญ่บนเตียง” ซึ่งสิ่งนี้ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย การวิจัยดังกล่าว ระบุว่า “2 ถึง 5% ของมวลกล้ามเนื้อจะลดลงในทุกๆ วันที่ผู้ป่วยไม่ยอมเดิน ผู้สูงอายุมักเสียมวลกล้ามเนื้อไปตามวัย หากไม่ค่อยขยับร่างกาย ผู้สูงอายุอาจสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ถึง 10% ในช่วงเวลาเพียง 7 วัน”

อีกหนึ่งคำแนะนำระหว่างการฟื้นฟูสุขภาพและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือการไม่รีบร้อนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติเร็วเกินไป ข้อมูลจาก Center for Optimal Repair and Recovery (CORR) ในแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า การไม่รีบร้อนเมื่อกลับบ้านหลังรักษาตัวในโรงพยาบาลถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่า “หากคุณรีบร้อนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ระบบภูมิคุ้มกันและร่างกายอาจยังไม่พร้อม และคุณอาจต้องกลับมาอยู่บนเตียงอีก” กล่าวคือ อย่าหักโหมหรือพยายามเร่งตัวเองมากเกินไป“คุณอาจรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงดี และอยากจะชดเชยเวลาที่เสียไป แต่การค่อยเป็นค่อยไป คือวิธีที่ดีที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะไม่ต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้นในการฟื้นตัวภายหลัง”

อีกก้าวสำคัญในการฟื้นฟูตัวเองจากสถานการณ์วิกฤต หากทรา ล่วงหน้า การวางแผนให้ดีที่สุดว่า จะทำอย่างไรระหว่างเส้นทางการฟื้นฟู โดยคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญที่ National Council on Aging (NCOA) ได้กล่าวถึงความสำคัญของ การวางแผนล่วงหน้าก่อนที่จะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อให้ฟื้นตัวได้เร็วเมื่อกลับมาอยู่บ้าน รวมถึงการพิจารณาคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในกรณีของปัญหาด้านร่างกาย เช่น การวางแผนการทำกายภาพล่วงหน้า และทานยาตามที่สั่งอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังควร “สอบถามเกี่ยวกับอุปกรณ์พิเศษต่าง ๆ ที่อาจมีความจำเป็น เพื่อใช้ที่บ้าน ขณะที่กำลังฟื้นฟูความแข็งแรงและสมรรถนะของร่างกาย” เช่น รถเข็น ไม้เท้า หรือถังออกซิเจน มากกว่าแค่ “กลับมาเป็นปกติ” โดยควรตั้งต้องเป้าให้ไกลและทำให้สำเร็จ

เกาะอิคาเรีย (Ikaria) คือเกาะในประเทศกรีซที่ได้ชื่อว่าเป็น “เกาะที่ผู้คนลืมตาย” เนื่องจากคนท้องถิ่นมีอายุขัยที่ยืนยาว – Dr Remuzzi กล่าวว่า “มนุษย์ไม่ได้มีโครงสร้างที่จะต้องเสียชีวิตในวัย 70-80 แต่ก็ไม่ถึงขนาด 120 ปี สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณภาพชีวิต ซึ่งต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง” การยอมรับสถานการณ์ การรู้จักใช้ทรัพยากรที่มีและความสามารถในการปรับตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสู่การฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ และไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใด องค์ประกอบเหล่านี้สามารถช่วยให้คุณมีชีวิตที่แข็งแรงและ ยืนยาวยิ่งขึ้น

หากต้องการแรงบันดาลใจ ลองมองไปยังตัวอย่างของคนที่สามารถผ่านความยากลำบากมาได้และเปลี่ยนมันให้เป็นพลังในการเติบโต คุณอาจเคยได้ยินเรื่องราวของ เจ. เค. โรว์ลิง (J.K. Rowling), สตีเฟน ฮอว์กิง (Stephen Hawking) และ มะลาละห์ ยูซัฟซัย (Malala Yousafzai) รวมถึงคนดังอีกหลายคนมาบ้างแล้ว ทุกคนต่างใช้ทรัพยากรที่ตนเองมีอย่างเต็มที่ที่สุด โดยเฉพาะความสามารถในการปรับตัวเพื่อทำให้สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นจริง

ดังนั้น เมื่อคุณต้องต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตไม่ว่าจะในรูปแบบใด อย่าลืมว่า “คนที่คุณเห็นในกระจก” ไม่ใช่เพียงภาพนิ่งของตัวเองในช่วงเวลานั้น แต่คือเครื่องเตือนใจถึงศักยภาพ ของคุณในการเติบโตไปอีกขั้น คุณไม่ได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม — แต่กำลังกลายเป็น “คุณคนใหม่” ที่แข็งแกร่งขึ้น และสามารถนำสิ่งที่คุณได้เรียนรู้มาใช้ ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตต่อไป

บทความอื่นที่น่าสนใจ

เราใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ หากคุณใช้เว็บไซต์ต่อ ถือว่าคุณยอมรับการใช้คุกกี้และ นโยบายคุกกี้ คลิก ตั้งค่า เพื่อตั้งค่าคุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    เราใช้คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการเครือข่าย เป็นต้น เพื่อให้คุณสามารถเข้าชมและใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ หากไม่มีคุกกี้นี้เว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม คุณไม่สามารถปิดการใช้งานคุกกี้นี้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของผู้เข้าชม เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าคุณปิดการใช้งานคุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูล เช่น เว็บไซต์หรือเนื้อหาที่คุณเยี่ยมชม เป็นต้น เพื่อให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ความเหมาะสมและตรงกับความสนใจของคุณ ถ้าคุณปิดการใช้งานคุกกี้นี้ คุณจะยังเห็นเนื้อหาและโฆษณาทั่วไป ซึ่งมีเนื้อหาและโฆษณาที่ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

  • คุกกี้เพื่อช่วยในการใช้งาน

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยจดจำการกรอกข้อมูล เช่น สมัครงาน สนใจผลิตภัณฑ์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลใหม่ทุกครั้งที่เข้าใช้เว็บไซต์ ถ้าคุณปิดการใช้งานคุกกี้นี้ คุณอาจใช้งานเว็บไซต์ได้ไม่สะดวกและไม่เต็มประสิทธิภาพ

บันทึก